นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน คาดปีนี้ตลาดเติบโต 1.3 หมื่นล้าน

นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน คาดปีนี้ตลาดเติบโต 1.3 หมื่นล้าน

            นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน ระบุว่า มูลค่าตลาดภายในปี 2561 ที่ผ่านมา อยู่ที่ 12,000 ล้าบาท เติบโตขึ้นจากเดิม 11,000 ล้านบาท ในปี 2560 สำหรับภายในปี 2562 คาดว่ามูลค่าตลาดรวม อาจมีอัตราเติบโตขึ้นอีก 5-8% หรือคิดเป็นมูลค่าราว 12,500-13,000 ล้านบาท

ถึงแม้อัตราเติบโตเติบโตไม่ได้สูงมาก แต่เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ อย่างต่อเนื่อง เป็นผลมาจากผู้บริโภคเกิดความเชื่อมั่นใช้บริการปลูกสร้างบ้านกับบริษัทรับเหมาก่อสร้างบ้านมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ช่วงปี 2561 ที่ผ่านมาสมาคมฯ ได้มีความพยามขยายฐานสมาชิกให้กว้างขึ้น

ด้วยการเปิดรับสมาชิกในภาคสมทบ ให้กับกลุ่มสาขาอาชีพวิศวกร สถาปนิก ช่างฝีมือและกลุ่มรับสร้างบ้าน ที่ดำเนินกิจการรับเหมาก่อสร้างบ้านมา ไม่น้อยกว่าระยะเวลา 1 ปี และต้องมีผลงานในการก่อสร้าง ไม่น้อยไปกว่า 5 ล้านบาทภายใน 3 ปี จึงสามารถสมัครมาเป็นสมาชิกได้

กลุ่มสาขาอาชีพดังกล่าว รับสร้างบ้านในราคาไม่สูงมาก ตอบโจทย์ผู้บริโภค

เนื่องจากลุ่มสาขาอาชีพนี้ ส่วนใหญ่รับสร้างบ้านในระดับราคาที่ต่ำกว่า 2.5 ล้านบาท ซึ่งราคาระดับนี้ ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคเป็นจำนวนมาก โดยผลสำรวจล่าสุด พบว่า 38.50% ของผู้บริโภค มีแนวโน้มตัดสินใจสร้างบ้านในราคาที่ต่ำกว่า 2 ล้านบาท

ภายหลังจากสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้านเปิดรับสมาชิกภาคสมทบ เมื่อปีที่ผ่านมา พบว่าล่าสุดมี 5 บริษัทที่ผ่านเกณฑ์คุณสมบัติและสามารถเข้าร่วมสมาชิกของสมาคมฯได้ ซึ่ง ณ ตอนนี้มี 3 รายอยู่ โดยอยู่ในต่างจังหวัด ได้แก่ สกลนคร จันทบุรี กาญจนบุรี และอีก 2 รายอยู่ในกรุงเทพฯ

นอกจากนี้แล้ว ยังมีอีก 5 บริษัท ที่ยังอยู่ในกระบวนการตรวจสอบคุณสมบัติ โดยคาดการณ์ว่า ภายในปีนี้สามารถขยายฐานรับเหมาก่อสร้างบ้านในราคาไม่เกิน 2.5 ล้านบาท เพิ่มได้อีกประมาณ 5% โดยจากเดิมเมื่อปีที่แล้วมีสัดส่วนอยู่ที่ 8% ของตลาดรวม เนื่องจากผู้บริโภคเกิดความเชื่อมั่นในกระบวนการปลูกสร้างบ้านกับบริษัทรับเหมาก่อสร้างบ้าน ที่มีมาตรฐานมากขึ้นกว่าเดิม

กฎหมายที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เมื่อถูกบังคับใช้เรียบร้อย จะส่งผลดีต่อธุรกิจรับสร้างบ้าน

นายกสมาคมฯ ยังได้ระบุอีกว่า ในส่วนของกฎหมายที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ที่มีผลบังคับใช้ภายในปี 2563 สามารถส่งผลกระทบเชิงบวกต่อธุรกิจรับเหมาก่อสร้างบ้าน เนื่องจากทำให้เจ้าของที่ดินตัดสินใจสร้างบ้านได้รวดเร็วขึ้น นอกจากนี้ มูลค่าตลาดในกรุงเทพฯ คาดว่ากว่า 50% จะเป็นบ้านในโครงจัดสรรเก่า ๆ ที่หันมาสร้างบ้านใหม่เพื่อทดแทนบ้านเก่า.