สมาคมรับสร้างบ้าน เจาะตลาดคนมีรายได้น้อย

สมาคมรับสร้างบ้าน เจาะตลาดคนมีรายได้น้อย

            สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน เตรียมทำบ้านให้ผู้มีรายได้น้อยจำนวน 1.8 ล้านครอบครัว เผยครึ่งปีแรก เซ็กเมนต์ 2.5-5 ล้าน เติบโตอย่างมาก”

นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน เผยว่า ทางสมาคมได้ร่วมกันหารือกับการเคหะแห่งชาติในเบื้องต้นแล้ว เพื่อจะได้เป็นส่วนหนึ่งของการยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับผู้คน ด้วยการสร้างบ้านสำหรับผู้มีรายได้น้อย ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลที่อยากให้เอกชนเข้ามามีส่วนรวมในครั้งนี้ด้วย

ทั้งนี้ นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน เล็งเห็นว่าเป็นโอกาสของ 1.8 ล้านครอบครัว ที่มีความต้องการบ้านในระดับราคา 2 ล้านบาทขึ้นไป ส่วนอีก 10% ของจำนวนสมาชิกสามารถรับงานในกลุ่มนี้ได้ หรือหากเป็นโครงการบ้านผู้มีรายได้น้อยราคา 1-1.5 ล้านบาทนั้น อาจต้องพิจารณาดูรายละเอียดเพิ่มอีก ถึงแม้จะมีปัจจัยดอกเบี้ยจากแบงก์ของภาครัฐ พร้อมสนับสนุนก็ตาม

ภาพรวมตลาดรับสร้างบ้าน 2018 ครึ่งปีหลัง มีโอกาสเติบโตต่อเนื่องเพิ่มจากครึ่งปีแรก

เลขาธิการสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน ระบุว่า ทางสมาคมมียอดขายทั้งหมดอยู่ที่ 4,000 ล้านบาท จากเป้าหมายที่ตั้งไว้ทั้งปี ที่ 8,400 ล้านบาท จึงคาดว่าภายในปี 2018 นี้ตลาดจะเติบโตขึ้น 15% เพิ่มจากปีที่แล้ว หรืออยู่ที่ 1.2 หมื่นล้านบาท ซึ่งจากปีที่แล้วอยู่ที่ 1.05 หมื่นล้านบาท

สำหรับตลาดรับสร้างบ้าน ในช่วงครึ่งปีแรก มีเซ็กเมนต์อยู่ที่ 2.5-5 ล้านบาท ซึ่งมีการเติบโตสูงสุด ทั้งในแง่จำนวนยูนิต และในแง่มูลค่า ที่เติบโตสูงถึง 80% หากนำมาเทียบกับช่วงเดียวกันเมื่อปีก่อน ขณะเดียวกันสัดส่วนการเติบโตของจำนวนยูนิต กลุ่ม 2.5-5 ล้านบาท พบว่ามี 48% ส่วนกลุ่ม 5-10 ล้านบาท มี 21% กลุ่มไม่เกิน 2.5 ล้านบาท มี 16% กลุ่ม 10-20 ล้านบาท มี 12% และสุดท้ายกลุ่ม 20 ล้านบาทขึ้นไป มี 3%

พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนต่อตลาดรับสร้างบ้าน เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม

โดยเฉพาะผู้บริโภคในตลาดรับสร้างบ้าน ตามต่างจังหวัด และดีเวลอปเปอร์รายเล็กผู้เป็นเจ้าของที่ดิน ไปจนถึงกลุ่มต่อเติมบ้าน ให้หันมาใช้บริการกับบริษัทในสมาคมมากขึ้น ซึ่งพบว่ามีอัตราเติบโตถึง 10% หากนำมาเทียบกับปีที่แล้ว สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงโอกาสขยายตลาดและเพิ่มส่วนแบ่ง

ทางด้าน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีคอน โฮม กล่าวว่า ผู้ประกอบการรับสร้างบ้าน ต้องเร่งปรับตัว ทั้งเรื่องสินค้า ที่ต้องเปลี่ยนให้มีความทันสมัยและสามารถรองรับทุกไลฟ์สไตล์ และควรเพิ่มมูลค่าให้บ้านมากกว่าเน้นไปที่การแข่งขันในด้านราคา พร้อมทั้งขยายกลุ่มลูกค้าจากเดิมอายุที่มี45-65 ปี ไปเป็น 35-65 ปี