บริษัทรับสร้างบ้านมีวิธีสร้างระบบป้องกันแผ่นดินไหวอย่างไร

บริษัทรับสร้างบ้านมีวิธีสร้างระบบป้องกันแผ่นดินไหวอย่างไร

            บริษัทรับสร้างบ้านดำเนินการเก็บข้อมูลการออกแบบสิ่งปลูกสร้างและอาคารป้องกันแผ่นดินไหว รวมแล้วเป็นระยะเวลากว่า 30 ปี ใช่วง 1963-1993 พบว่า อาคารที่ใช้ระบบผนังแรงเฉือนต้านแรงด้านข้าง สามารถรับมือและป้องกันแผ่นดินไหวได้เป็นอย่างดี ทั้งยังยืนหยัดอยู่ได้แม้อาคารอื่น ๆ จะพังทลายลงไปแล้ว เนื่องจากอาคารเหล่านั้น สามารถรับมือกับแผ่นดินไหวได้ดีกว่าอาคารอื่น ๆ อย่างเห็นได้ชัด

วิศวกรของบริษัทรับสร้างบ้าน เผยอาคารที่ไม่ได้มาตรฐานสามารถพังทลายได้

ด้วยเหตุนี้ ทางวิศวกรของบริษัทรับสร้างบ้านจึงมีความสนใจในอาคารที่ยังคงทนอยู่ได้แม้เกิดแผ่นดินไหว และประเทศที่ประสบกับแผ่นดินไหวก็สามารถฟื้นฟูและสร้างอาคารใหม่ให้รองรับแรงได้มากขึ้น ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดเลยคือประเทศชิลี

เพราะเวลาเกิดแผ่นดินไหวแล้ว อาคารทั่วไปที่ไม่ได้ถูกแบบขึ้นอย่างมีมาตรฐานก็มักจะพังทลายลงมาก่อน ถึงแม้แผ่นดินไหวจะไม่รุนแรงก็ตาม ดังนั้น การออกแบบให้มีมาตรฐานและแข็งแรงเพียงพอ ตัวอย่างเช่น ยึดรั้งชิ้นส่วนเสากับรากฐาน เสากับคอน และออกแบบเสาให้มีความแข็ง มีขนาดใหญ่พอ พร้อมกับยึดโยงส่วนอาคารโย้และข้อต่อต่าง  ๆ ให้แข็งแรง และที่ขาดไม่ได้เลยต้องมีวิศวกรคุมงานให้เป็นไปตามมาตรฐาน

แนวทางป้องกันสิ่งปลูกสร้างจากแผ่นดินไหวของบริษัทรับสร้างบ้าน

1.การรับสร้างบ้านป้องกันแผ่นดินไหวในขั้นตอนแรกนั้น วิศวกรจะต้องพิจารณาพื้นที่สภาพผิวดินในจุดที่ต้องการก่อสร้างก่อน รวมถึงรูปแบบของอาคารเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดวิบัติในรูปแบบต่าง ๆ โดยโครงสร้างที่ดีต้องวางเสาให้ถูกตำแหน่งและมีความสมมาตร หรือถ้าเป็นอาคารสูงก็ควรเพิ่มกำแพงในตำแหน่งที่กระจายตัวอย่างสม่ำเสมอตลอดผังอาคาร เพื่อรับแรงเฉือนจากแผ่นดินไหว

2.ทิศทางของผนังที่ต้องหันด้านยาวของผนังให้สามารถรองรับแรงด้านข้างจากแผ่นดินไหวได้ทั้ง 2 ทิศทาง ไม่ว่าจะเป็นด้านยาวและตามขวางของอาคารก็ตาม

3.นอกจากรูปแบบของอาคารที่บริษัทรับสร้างบ้านต้องพิจารณาให้มีความสมแล้ว โครงสร้างก็ต้องมีความแข็งแกร่งด้วย ซึ่งเสานอกจากช่วยแบกรับน้ำหนักบรรทุกปกติของอาคารทั่วไปแล้ว เสายังต้องสามารถแบกรับน้ำหนักบรรทุกที่เพิ่มขึ้นในขณะเกิดแผ่นดินไหวด้วย

และเมื่อนำมาเปรียบเทียบขนาดของเสากับอาคารทั่วไปแล้ว เสาของอาคารที่ถูกออกแบบมาป้องกันแผ่นดินไหวก็มักจะมีขนาดใหญ่และมีปริมาณของเหล็กเสริมตามยาวของเสามากกว่าอีกด้วย เพื่อรองรับน้ำหนักบรรทุกและการดัดตัวที่เพิ่มขึ้น

สิ่งสำคัญอีกประการเลยก็คือ การเสริมเหล็กให้กับตัวโครงสร้างที่ต้องมีความเหนียวอย่างเพียงพอ เพื่อให้สามารถต้านทานแรงจากแผ่นดินไหวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะต้องมีการจำกัดปริมาณเหล็กที่นำมาเสริมเข้าไปตามแนวยาว รวมถึงเหล็กปลอกที่โอบรัดรอบเหล็กเสริมตามความยาวของเสาและคานอย่างเพียงพอ.